Showing posts with label History / Culture. Show all posts
Showing posts with label History / Culture. Show all posts

Oct 12, 2010

Pleng Korat (Nowadays)

Pleng Korat or Korat Song was performing while I was in town the other day. The purpose to be performed there nowadays is for Thao Suranaree in return for her helping to fulfill ones wish.





The Pleng Korat place located nearby Thao Suranaree Monument (Yamo)
and nearby..
shop of flower and garland (people buy them to pay respect to Yamo)






About Pleng Korat :

http://korat-weekends.blogspot.com/2009/08/korat-song-pleng-korat.html

Jan 24, 2010

Traditional Thai Musical Band from Kok Kruat

This is traditional Thai musical band from Nong Ped Nam, Tumbon Kok Kruat, around 20 km from Korat City. All these photos taken when the band performed in Korat downtown. I love listening to traditional Thai music. It's a real great music, very unique, melodious, wondrous sounds captivate.

วงปี่พาทย์คณะนายอั้น แพงแก้ว จากบ้านหนองเป็ดน้ำ โคกกรวด โคราชนี่เอง ภาพเหล่านี้ถ่ายไว้เมื่อครั้งวงปี่พาทย์นี้มาบรรเลงที่บริเวณลานอนุสาวรีย์คุณย่าโม บรรเลงได้ไพเราะจับใจ ดนตรีไทย สร้างบรรยากาศไทยๆ ฟังเมื่อใดก็รู้สึกประทับใจ ..







Nov 4, 2009

History of Sam Loh ( Tricycle )

The Sam Loh or tricycle was invented by Commodore Luan Pongsopon in 1933 and was first used for transportation in Nakorn Ratchasima.


After becoming very popular, it was later registered as a form of public transport under the supervision of the Royal Thai Police Office until 1967 when the traffic in Bangkok became too congested.



Source : www.culture.go.th/

Sep 9, 2009

Old Images of Korat History

Old Images of Korat History exhibited in Thao Suranaree Victory Celebration Fair 2009.
(23 March - 3 April 2009).






Nakhon Ratchasima Governor, Phraya Kamtorn Phayaphit (Dis Intasolos) and P.O. Phrarerng Rukpatjamitr (Thong Rak Sanjob) along with Korat people were in the ceremony at Thao Suranaree Monument. Thao Suranarees bones were placed in the monument foundation in BE 2477 ( January 15, 1934 ) .

พระยากำธรพายัพทิศ (ดิส อินทโสฬส) ผู้ว่าราชการ นายพันเอกพระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกที่ 5 ข้าราชการและประชาชนได้นำอัฐิท่านมาบรรจุไว้ที่ฐานรองรับ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2477



Prince Damrong (Krom Praya Damrong Racha Nuparb) on his visit to Phimai Historical Park, Nakhon Ratchasima Province.

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และคณะ ที่ปราสาทหินพิมาย จังหวัดนครราชสีมา




Sep 8, 2009

Original Style of Korat House

These houses are original ones, built in original style of Korat House in the past. Been said there's around 20 original houses left in the province. These are some of them, displayed in Thao Suranaree Victory Celebration Fair 2009.













บ้านโคราชแบบดั้งเดิม
บ้านโคราชเหล่านี้ เป็นบ้านโคราชที่สร้างขึ้นในอดีต ใช้วิธีการสร้างแบบดั้งเดิม เป็นบ้านโคราชเก่าแก่ที่ถูกนำมาจัดแสดงในงานฉลองชัยชนะท่านท้าวสุรนารี 2552 โดยรื้อและนำมาสร้างให้เหมือนเดิมในบริเวณบ้านพักปลัดจังหวัดซึ่งเป็นส่วนหนี่งของงาน ใช้วิธีการสร้างใหม่ตามแบบโบราณ บ้านโคราชเหล่านี้ คาดว่ามีเหลืออยู่ในจังหวัดนครราชสีมาประมาณ 20 กว่าหลังเท่านั้น และมีผู้อนุรักษ์ รักษาไว้เป็นอย่างดี

Aug 17, 2009

City Gate in Korat City

There're 4 City Gates situated in 4 directions of Korat City.

Pratu Chum Phon or Chum Phon City Gate is the only original one left located in the west side of old town area behind Thao Suranaree Monument. It's be built during the reign of King Narai in 1656, made from large stones and bricks, covered with plaster.

On the top is a watchtower made of wood with a tiled roof and decorated in the Thai style.

Another 3 City Gates, were rebuilt, located in other 3 directions of the town.


Chai Narong City Gate in the south

Phon San City Gate in the north

Phon Lan City Gate in the east
.
ประวัติประตูเมืองในโคราช
สมัยกรุงศรีอยุธยา ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) โปรดให้สร้างเมืองสำคัญที่อยู่ชายแดนให้มี ป้อม ปราการ จึงให้ย้ายเมืองที่ ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน มาสร้างเมืองที่มีป้อมปราการและคูน้ำล้อมรอบขึ้นใหม่ ในที่ซึ่งเมืองโคราชตั้งอยู่ในปัจจุบัน เมืองนี้กำแพงก่อด้วยอิฐ มีใบเสมาเรียงรายตลอด มีป้อมกำแพงเมือง 15 ป้อม 4 ประตู สร้างด้วยศิลาแลง มีชื่อดังต่อไปนี้

- ทางทิศเหนือ ชื่อประตูพลแสน นัยหนึ่งเรียกประตูน้ำ
- ทางทิศใต้ ชื่อประตูชัยณรงค์ นัยหนึ่งเรียกประตูผี
- ทางทิศตะวันออก ชื่อประตูพลล้าน นัยหนึ่งเรียกประตูตะวันออก
- ทางทิศตะวันตก ชื่อประตูชุมพล

ประตูเมืองทั้ง 4 แห่งนี้ มีหอรักษาการอยู่ข้างบนทำเป็นรูปเรือน (คฤหาสถ์) หลังคามูงด้วยกระเบื้องดินเผามีช่อฟ้าใบระกาเหมือนกันทุกแห่ง ปัจจุบันคงเหลือรักษาไว้เป็นแบบอย่างแห่งเดียวเท่านั้น คือประตูชุมพล ซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นบัญชีสงวนรักษาไว้เป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2480 นอกนั้นทั้งประตูและกำแพงเมืองได้ถูกรื้อสูญหมดแล้ว

ที่มา : หนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2526

Thao Suranaree Monument

Thao Suranaree or Khun Ying Mo, locals shortly call her "Ya Mo" which means grandmother Mo and we consider ourselves as her grandchildren. Thao Suranaree Monument situated in central of Korat City. It was built in 1933, made of black copper, 1.85 metres high and is dressed in regalia in a standing posture. Her right hand holds a sword. She's the heroine of Korat history.



วีรกรรมของคุณหญิงโมนั้นเป็นที่คนไทยรุ่นหลังทราบดีว่า เมื่อพุทธศักราช 2369 เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ เป็นกบฏต่อกรุงเทพมหานคร ยกกองทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมาได้ แล้วกวาดต้อนครอบครัวชาวนครราชสีมาไป

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อ คุณหญิงโม และนางสาวบุญเหลือ ได้รวบรวมครอบครัวชาย หญิงชาวนครราชสีมาที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย เข้าต่อสู้ฆ่าฟันทหารลาวล้มตายเป็นอันมาก ณ ทุ่งสัมฤทธิ์ แขวงเมืองนครราชสีมา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2369 ช่วยให้ฝ่ายไทยสามารถกอบกู้เมืองนครราชสีมากลับคืนมาได้ในที่สุด เมื่อความทราบไปถึง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาคุณหญิงโม ขึ้นเป็น ท้าวสุรนารี เมื่อ วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2370

เมื่อท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปีพุทธศักราช 2395 อายุ 81 ปี เจ้าพระยามหิศราธิบดีผู้เป็นสวามี ได้ฌาปนกิจศพ และสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอยซึ่งท้าวสุรนารีได้สร้างไว้ เมื่อเวลาผ่านไปเจดีย์ชำรุดลง พลตรีเจ้าพระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครั้นเมื่อยังเป็น พระยาประสิทธิศัลการ ข้าหลวงเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา องคมนตรี และรัฐมนตรี ได้บริจาคทรัพย์สร้างกู่ขนาดเล็ก บรรจุพระอัฐิท้าวสุรนารีขี้นใหม่ที่วัดกลาง (วัดพระนารายณ์มหาราช) สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ร.ศ.118 (พ.ศ. 2442) ต่อมากู่นั้นได้ทรุดโทรมลงมาอีก อีกทั้งยังอยู่ในที่แคบ ไม่สมเกียรติ พระยากำธรพายัพทิศ (ดิส อินทรโสฬส) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายพันเอกพระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกที่ 5 พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งทางกรมศิลปากรได้มอบให้ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบร่วมกับ พระเทวาภินิมมิตร (ฉาย เทียมศิลปไชย) ประติมากรเลื่องชื่อในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม

Khon Ying Mo is the symbol for Korat as a town of brave women. Korat people and visitors always come to pay homage and ask for blessings.



ปี พ.ศ. 2510ทั้งนี้ได้อัญเชิญอัฐิของท่านนำมาบรรจุไว้ที่ฐานรองรับ และประดิษฐานไว้ ณ ที่หน้าประตูชุมพล อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 1.85 เมตร หนัก 325 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนฐานไพที สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองซึ่งบรรจุอัฐิของท่าน แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน ในท่ายืน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร นับเป็นอนุสาวรีย์ของสามัญชนสตรี คนแรกของประเทศ เริ่มก่อสร้างในปี 2476 แล้วเสร็จ และ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2477

ที่มาข้อมูล : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
. ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี คือ อนุสรณ์สถานวีรชนคนโคราช .. ผู้กล้าแห่งเมืองโคราช







Aug 10, 2009

Korat Lullaby

The Study of Korat Lullaby

The objective of the study is to collect various types of Korat lullaby.

This study aims to analyze the melody and composition of Korat lullaby in relation to the social culture.

This research is a study in ethnomusicology using a qualitative research methodology. The information was obtained and gathered from field work including interviews , observations , and related documents.

The result of the research found that there are 3 melodies in Korat lullaby ; Korat lullaby , Pleng Korat (Korat song) and E-sarn Nua (Upper Northeastern) lullaby.They are basically simple tunes. Their meaning relates to agricultural society. The way of life depends upon the local environment and Korat lullabies were an offering in the struggle to survive.

In addition , Korat lullabies also relate to the belief in value and custom. Moreover , the nutritional culture also relates to the local environment.

Korat lullabies have changed from creating love , strong family relationships and cultivating good behavior , to being used for educational purpose and only to be preserved.

Absolutely , the Korat lullaby will be lost from Thai society if no measure is done to preserve them.



http://www.lc.mahidol.ac.th/mcc/T_ONGARJ.htm

Thai Korat people

Thai Korat people (Ethnic Groups)


There are people of various ethnic backgrounds living in Nakhon Ratchasima but Thai Korat people are the largest group of people with Korat culture. There is no evidence where these people originate from. They also live in other provinces including Buri Ram, Chaiyaphum, and parts of Lop Buri Province. These people are sometimes called Thai Berng. Thai Korat People lead a simple life like other people in the rural areas. They have their own culture and the most unique characteristic is that they speak the Korat dialect.


source : http://www.culture.go.th/

Nakhon Ratchasima's Name

N a k h o n R a t c h a s i m a

The story has it that Phra Kotommaharaj, the ruler of Nakorn Intapad ordered Khun Sinarasakorn to set sail on a journey and take with him500 merchants.

Along the journey, many of these merchants died during severe storm but Khun Sinarasakorn and some of his men survived.

On their way back to Nakorn Intapad, they brought the skin of a dead lion-king and presented it to the king, who turned the lion's skin into a carpet.

This is how Nakhon Ratchasima got its name, "The City of The Lion".
This article is from the website.

Korat Song (Pleng Korat)

Korat songs are performed during a celebration. It can also be performed especially for Tao Suranaree in return for her helping to fulfill ones wish.

Korat songs are performed in a 3 X 3 theatre with 2 male singers and 2 female singers dressed in traditional costumes. The song begins with the singers introducing themselves, paying respect to their teachers, courting, enjoying nature, retelling known stories and ends with parting and saying farewell.

The song clearly depicts the life of different people in the society. Not only is it a form of entertainment, but it also is a form of communication among members of the society. Moreover, like other folk songs, it contains knowledge about the local ethnicity, language, ideas, culture, tradition and philosophy of life.

http://www.culture.go.th/

Korat Cultural Leaders

Significent People & Cultural Leaders of Nakhon Ratchasima

PueyPhra Tevapinimmitr (1888-1942)



A major artist during the reigns of King Rama V to King Rama VII, he was the leader of the artists who painted the murals on the walls of the temple of the Emerald Buddha to celebrate the 150th anniversary of the founding of Bangkok. However, his most important work for the people of Nakhon Ratchasima was the design of the monument of Tao Suranaree which was later sculptured by Professor Silpa Pirasri.


พระเทวาภินิมมิต (พ.ศ. 2431-พ.ศ. 2485)

พระเทวาภินิมมิตเป็นศิลปินเอกท่านหนึ่งของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5-7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ชื่อเดิมว่า นายฉาย เทียมศิลป์ชัย เกิดที่บ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา บิดาเป็นกำนัน ชื่อกำนันแสง มารดาชื่อหมั่น เกิดปีชวด เดือนกันยายน พ.ศ. 2431 เมื่อเยาว์วัยเคยบวชเณร อยู่วัดพระนารายณ์มหาราช กับหลวงลุงชื่อ พระสมุห์ปาน ได้เรียนหนังสือและเรียนงานช่าง จากวัดนี้เมื่ออายุ ย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ได้รับการสนับสนุนจากพระอาจารย์บุญถึงให้ลงไปกรุงเทพฯ และได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็ก ในกรมหลวงสรรพศาสตร์ ศุภกิจ (พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ พระอนุชาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ท่านรับราชการจนได้ บรรดาศักดิ์เป็นขุนนิมิตรเลขา ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็น หลวงนิมิตเลขาในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และเป็นพระเทวาภินิมมิต ในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 ท่านเสียชีวิตในปีพุทธศักราช 2485 ที่บ้านในจังหวัดนครราชสีมา รวมอายุ 54 ปี

ท่านรับราชการเป็นช่างเขียนสามัญในกรมช่างข้างในพระองค์ สังกัดกระทรวงวังตั้งแต่เดือนมกราคม พุทธศักราช 2455 สถานที่ทำงานตั้งอยู่ชั้นล่างของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นกองช่างเขียนเฉพาะพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลตจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจเป็นผู้กำกับการ ต่อมาเมื่อกิจการขยายกว้างขวางขึ้น จึงขอพระบรมราชานุญาต ย้ายออกมาตั้งอยู่ที่วังของกรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ ที่ถนนบ้านตะนาว แต่ยังคงเรียกชื่อว่า “กรมช่างข้างใน”

หลังพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 6 กรมช่างข้างในถูกยุบก่อตั้งเป็นกรมศิลปากรขึ้น ณ ตึกดิน ถนนดินสอ ท่านได้โอนไปอยู่ในกรม ศิลปากรดำรงตำแหน่งช่างเขียนชั้น 3 หัวหน้ากองช่างไทย ท่านรับราชการอยู่ในกรมศิลปากรด้วยความขยันหมั่นเพียรจนได้รับบรรดาศักดิ์ เป็นขุนนิมิตเลขา ศักดินา 500 ไร่ ต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็น หลวงนิมิตเลขา ในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 6 และเป็นพระเทวาภินิมมิตในรัชสมัย รัชกาลที่ 7 มีตำแหน่งครั้งสุดท้ายเป็นหัวหน้าแผนกตำรา กองหัตถศิลป กรมศิลปากร ท่านได้ลาออกจากราชการเมื่อปีพุทธศักราช 2478

พระเทวาภินิมมิต มีผลงานทางศิลปะมากมาย ที่สามารถสืบค้นและรวบรวมได้คือ

เป็นแม่กองเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่พระระเบียงวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในคราวปฏิสังขรกรุงเทพฯ ครบ 150 ปี พุทธศักราช 2475 ซึ่งต้องลบของเดิมออกแล้วเขียนใหม่

งานเขียนรูปแม่พระธรณีรีดมวยผม เพื่อให้ปฏิมากรปั้น แล้วนำไปประดิษฐานไว้ใกล้ ๆ กับสะพานผ่านพิภพลีลา

ได้เขียนแบบตราพระราชสัญจกร ประจำรัชกาลที่ 6

เป็นแม่กองเตรียมงานพระบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัว รัชกาลที่ 7 และได้ออกแบบอักษร พระปรมาภิไธย ป.ป.ร. ไขว้ สำหรับทำตรา และเหรียญ

ออกแบบและกำกับการสร้างพระแสงดาบญี่ปุ่น ลงยาฝังเพชรที่กองช่างหลวงกระทรวงวัง

แต่ยังมีผลงานที่ชาวจังหวัดนครราชสีมาไม่อาจลืมได้ คือ การร่วมออกแบบรูป ท้าวสุรนารี ร่วมกับ ศาสตราจารย์ศิลปพีระศรี โดยศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ปั้น แล้วนำมาประดิษฐานที่หน้าประตูชุมพล คนทั่วไปเมื่อเห็นรูปปั้นนี้จะสรรเสริญในฝีมือ การปั้นของศาสตรจารย์ศิลป พีระศรี แต่มีน้อยรายที่ทราบว่า ฝีมือการออกแบบและเขียนรูปดั้งเดิม ก่อนจะมาเป็นรูปปั้นนี้เป็นฝีมือ ของพระเทวาภินิมมิต ศิลปินชาวโคราชนี่เอง

เมื่อเยาว์วัยเคยบวชเณร อยู่วัดนารายณ์มหาราช ได้เรียนหนังสือและเรียนงานช่างจากวัดนี้ เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในกรมหลวงสรรพศาสตร์ศุภกิจ รับราชการ เป็น ช่างเขียนสามัญในกรมช่างข้างในพระองค์ สถานที่ทำงานตั้งอยู่ชั้นล่างของพระที่นั่งจักรี มหาปราสาท เป็นกองช่างเขียนเฉพาะพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อก่อนตั้งเป็นกรมศิลปากรขึ้น ณ ตึกดิน ถนนดินสอ ท่านได้โอนไปอยู่ในกรมศิลปากร ดำรงตำแหน่งช่างเขียนชั้น 3 หัวหน้ากองช่างไทย ผลงานของท่าน อาทิ แม่กองเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

http://kanchanapisek.or.th/kp8/nrs/nrs202.html

--------------------------------------------------------------------------------------

Wirote Srisuro (1939 - 2008)

Wirote Srisuro received his Bachelors Degree in Architecture from Chulalongkorn University and is now a professor of Architecture at Khon Kaen University.

One of his masterpieces is the design of Wat Sala Loi which was received a distinguished architecture award from the Architectural Society in 1973. Moreover, he restored Dan Gwien pottery and made it more usable. He did research on tools, wickerworks, plaiting, sculpting as well as collected ox-carts from all over the country and founded his personal ox-cart museum in Chok Chai District. He also established the Farmers Artwork Center exhibiting farmers tools and utensils with his own money. He wrote a number of books on architecture in the northeastern part of the country as well.

Some of his awards include an honorary doctoral degree in architecture from Chulalongkorn University in 1991 and best research award from the National Research Commission.


วิโรฒ ศรีสุโร

รศ.ดร.วิโรฒ ศรีสุโร ได้ศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ทางวัฒนธรรมอีสาน จนเป็นที่ยอมรับ และได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม[1] และรางวัลสถาปนิกดีเด่น[2] เกิดวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2482 สถานที่เกิด อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ที่อยู่บ้าน ร้านดินดำ ตำบลด่านเกวียน ถนนราชสีมา-โชคชัย อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา


วิโรฒ ศรีสุโร เริ่มรับราชการเป็นครูตรี สังกัดวิทยาลัยเทคนิคนครราชสีมา ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากนั้นในปี พ.ศ. 2532 จึงโอนมาสังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จนได้รับตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ ระดับ 9 กระทั่งปี พ.ศ. 2544 จึงได้ริเริ่มก่อตั้งคณะศิลปประยุกต์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และเป็นคณบดีคนแรกของคณะ[

จากการเดินทางศึกษาศิลปะพื้นบ้านในภาคอีสานตลอดเวลากว่า 30 ปี ได้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมพื้นบ้านอีสาน โดนเฉพาะผลงานด้านสถาปัตยกรรม เช่น สิม(อุโบสถ) ซึ่งได้ถูกรื้อถอนทำลายอย่างมากมาย จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะศึกษารวบรวมและทำวิจัย จนเกิดเป็นรูปเล่มในหนังสือชื่อ "สิมอีสาน" ซึ่งได้รางวัลวิจัยดีเด่นแห่งชาติ จากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (2540) จากความมุ่งมั่นศึกษารูปลักษณ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานจึงก่อให้เกิดงานสถาปัตยกรรมประยุกต์เพื่อรับใช้สังคมปัจจุบัน อาทิ เช่นอุโบสถ วัดศาลาลอย จังหวัดนครราชสีมา ,สถาบันวิจัยศิลปวัฒนธรรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นต้น ซึ่งนับเป็นการประยุกต์รูปแบบสถาปัตยกรรมอีสานให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ในงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

การสร้างสรรค์เผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชนในประเทศและต่างประเทศ

1.พระอุโบสถวัดศาลาลอย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (2520)

2.พระธาตุวัดศรีมงคล บ้านธาตุ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร (2525)

3.อนุสาวรีย์ พระยาชัยสุนทร อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ (2527)

4.ซุ้มประตูวัดสว่าง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (2528)

5.ศาลาทรงอีสาน วัดญาณสังวรา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี (2530)

6.อาคารที่ทำการ กรรมาธิการสถาปนิกอีสาน คณะสถาปัตยกรรมศาตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (2531) สถาปนิกร่วม รศ.ธิติ เฮงรัศมี

7.พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดเลย (2533)

8.พระธาตุหลวงปู่ ชามา อจุตโต วัดใหม่อัมพวัน บ้านไร่ม่วง อำเภอเมือง จังหวัดเลย (2534)

9.สถาบันวิจัยค้นคว้าศิลปวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม (2535)

10.ป้ายชื่อ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม (2536)

11.หอพระ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มห่วิทยาลัยมหาสารคาม (2536)

12.หอแจก วัดพระพุทธบาท อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี (2538) (อยู่ระหว่างดำเนินการ)

13.อาคารและสวนวัฒนธรรมอีสาน ร้านพระธรรมขันธ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี (2538) (อยู่ระหว่างดำเนินการ)

14.พิพิธภัณฑ์ศิลปวัฒนธรรม วัดเจติยภูมิ (พระธาตุขามแก่น) อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น (2539) (อยู่ระหว่างดำเนินการ)

15.อาคารศตวรรษมงคล ขอนแก่นวิทยายน 100 ปี (2539) (อยู่ระหว่างดำเนินการ)

16.ซุ้มประตูทางเข้าค่าย "เปรม ติณสูลานนท์" อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น (2539)

17.อาคารปฏิบัติธรรมและพิพิธภัณฑ์ หลวงพ่อมหาธนิต ปัญญาปสุโต (ป.๙) (2540)

18.พระอุโบสถวัดศรีมงคล บ้านธาตุ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร (2540) สถาปนิกร่วม นายประวัติ บุญรักษา

19.พลับพลารับเสด็จสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แขวงนครเวียงจัน สปป.ลาว(2540) สถาปนิกร่วมนาย พงศ์พันธ์ พิศาลสารกิจ

20.วิหารพระเจ้าใหญ่อินแปง วัดมหาวนาราม (วัดป่าใหญ่) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (2540)(อยู่ระหว่างดำเนินการ)

21.สำนักปฏิบัติธรรม สาขาวัดประโดก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (2540) (อยู่ระหว่างดำเนินการ)

22."ธาตุมรรค๘ - โบสถ์บนหอแจก" วัดป่ากุฉิธรรมวาส อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (2541)(อยู่ระหว่างดำเนินการ)

23.หอศิลปวัฒนธรรมและเวทีแสดงกลางแจ้ง มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำดภอเมือง จังหวัดขอนแก่น (2542) สถาปนิกร่วม รศ.ธิติ เฮงรัศมี

24.อาคารรับพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (2545) อยู่ระหว่างดำเนินการ

25.ป้ายชื่อมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

26.อาคารสถาบันวิจัยวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง (อาคารมรรค๘) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (2547) (อยู่ระหว่างดำเนินการ)

27.อาคารเรียนคณะศิลปประยุกต์และออกแบบ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี (2548)

28.อาคารเรียนโครงการจัดตั้งคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (2548)(อยู่ระหว่างดำเนินการ)

29.อาคารพระปทุมราชวงศา วัดหลวง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (2548) (อยู่ระหว่างดำเนินการ)

http://th.wikipedia.org/
--------------------------------------------------------------------------------------

Kriangsak Kanchanaritthakorn
Thai wisdom teacher in philosophy, religion and tradition


Kriengsak Kanjarithaporn was born on 16th November 1927 in Nakorn Ratchasima. He graduated a Bachelor Degree from Nakorn Ratchasima Teachers College. Poverty in his childhood has nurtured Mr. Kriangsak to be economical, starting from organizing his personal belonging into categories to northeastern utensils harder to find everyday.

These stuffs have lighted up Mr. Kriangsak to study the background and related traditions in details until he understands and treasures the beliefs, culture and traditions of northeastern people.

Wishing to transfer this feeling to the younger generation, he opened his house for visitors and transferred his knowledge by using antiques he has collected as medium. Later he officially developed the house into museum and cultural center of Chakarat District, Nakhon Ratchasima Province, visited by lots of interested people, of which number is compatible with his collection.

http://www.pttplc.com/Files/Document/energy_mag/46_2/good_teachers.pdf
http://www.culture.go.th/

นายเกรียงศักดิ์ กาญจนฤทธากรณ์

ครูภูมิปัญญาไทยรุ่น 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านภาษาและวรรณกรรม (พิพิธภัณฑ์) โดยคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2544

ครูเกรียงศักดิ์ จบการศึกษาวุฒิครู ป. พ.ศ.2490 โรงเรียนฝึกหัดครูโนนสูง และวุฒิครู ค.บ.(เอกประถมศึกษา) พ.ศ.2523 วิทยาลัยครูนครราชสีมา

เคยทำงานดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่วัดตะกุดเครือปลอก อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา และเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนสุขานารี

ปัจจุบันเป็นประธานศูนย์วัฒนธรรมอำเภอจักราช โดยจัดบ้านและสิ่งของโบราณส่วนตัว ให้เป็นศูนย์วัฒนธรรมอำเภอจักราช เป็นประธานสภาอำเภอจักราช

ประธานชมรมผู้สูงอายุ ประธานชมรมครูบำเหน็จบำนาญอำเภอจักราช และเป็นแพทย์โบราณ สอบได้วุฒิเวชกรรมแผนโบราณ พ.ศ.2546

ความยากจนในวัยเด็กช่วยบ่มเพาะให้ครูเกรียงศักดิ์มีนิสัยช่างเก็บออมมาโดยตลอด เริ่มจากการเก็บข้าวของส่วนตัวอย่างเป็นหมวดหมู่จนกระทั่งการเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของชาวอีสานซึ่งนับวันจะหายากขึ้นทุกที ข้าวของเหล่านี้จุดประกายให้ครูค้นคว้าหาความรู้ ความเป็นมา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง จนเกิดความเข้าใจและปรารถณาจะสืบสานความรู้สึกนี้สู่คนรุ่นหลัง จึงได้เปิดบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์และศูนย์วัฒนธรรมของอำเภอจักรราช จังหวัดนครราชสีมา มีผู้สนใจมาศึกษาค้นคว้าเยี่ยมชมอย่างมากมาย

http://www.arc.nrru.ac.th/dg/alum008.html
http://www.pttplc.com/Files/Document/energy_mag/46_2/good_teachers.pdf